นายปฐม อินทโรดม ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอ.อาร์ อินฟอร์เมชัน แอนด์
พับลิเคชัน จำกัด กล่าวว่าภาพรวมตลาดไอทีไทยในปี51 มีการปรับตัวลดลงต่ำสุดในรอบ
10 เดือน โดยรายงานจากฟอเรสเตอร์ระบุว่าแนวโน้มตลาดไอทีทั่วโลกลดลง
4% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ว่าจะเติบโต 9.4% และอัตราการเติบโตของการใช้จ่ายสินค้าไอทีลดลงเป็นปีที่
4 ติดต่อกัน ส่วนปัจจัยการชะลอตัวของไทยมาจาก ปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมืองในขณะนี้
ส่งผลให้งบประมาณค่าใช้จ่ายของภาครัฐบาลล่าช้า
การใช้จ่ายในตลาดไอทีของภาครัฐจะคิดเป็น 77.6% และจากครัวเรือน
22.4%การเติบโตของไอทีจึงชะลอตัวเนื่องจากงบประมาณการใช้จ่ายของรัฐล่าช้า
และสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวผู้บริโภคระมัดระวังค่าใช้จ่ายมากขึ้นผจก.ทั่วไป
บ.เอ อาร์ฯ กล่าว
นายปฐม กล่าวต่อว่า ในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่คาดว่าจะเข้ามาทำตลาดในปีนี้ทั้งเน็ตบุ๊คและโทรศัพท์ที่สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อินเทอร์เนตได้นั้น
กระแสความนิยมไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้เนื่องจากความต้องการใช้เน็ตบุ๊ค
เป็นกลุ่มคนระดับบนที่มีความต้องการเป็นเครื่องที่ 2 มากกว่าที่จะใช้เป็นเครื่องแรก
อีกทั้งตลาดในต่างจังหวัดยังไม่รับรู้ถึงเทคโนโลยีดังกล่าว ทำให้ยอดขายไม่เป็นไปตามเป้าที่คาดไว้
รวมทั้งเรื่องของความไม่แน่นอนของเทคโนโลยี 3จี และไวแม๊กซ์ โดยขณะนี้ยอดขายของเน็ตบุ๊คในขณะนี้อยู่ที่ประมาณ
10,000-18,000 เครื่อง และคาดว่ายอดขายโดยรวมถึงสิ้นปีจะไม่ถึง
100,000 เครื่องจากที่คาดการณ์ไว้ในสิ้นปี 300,000 เครื่อง หรือ
30%ของยอดขายเน็ตบุ๊คโดยรวม
ผจก.ทั่วไป บ.เอ อาร์ฯ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ผู้บริโภคระดับบน จะหันไปให้ความสนใจในกลุ่มสินค้าพวกเครื่องประดับ
เพชร พลอย จิวเวลลลี่ นาฬิกา ที่แต่ละปีจะมีการจัดงานประมาณ6 งานต่อปี
แต่สำหรับงานสินค้าไอทีนั้นเมื่อเทียบกลับงานดังกล่าวมีการจัดงานที่น้อยกว่ามาก
สาเหตุมาจากผู้บริโภคเริ่มมีการลงทุนกับสินค้าราคาแพง เพื่อที่จะเก็งกำไรมากขึ้น
แต่สินค้าไอที เช่น คอมพิวเตอร์จึงจะมีแนวโน้มของราคาที่ปรับตัวลดลงเรื่อยๆ
อีกทั้งพฤติกรรมการซื้อสินค้าไอทีของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป โดยโน้ตบุ๊ตราคาระดับบน
จะมีปริมาณการซื้อที่ต่ำลง แต่โน้ตบุ๊คราคาระดับกลางยังมีกำลังซื้อของผู้บริโภคอยู่
และการซื้อสินค้าระบบเงินผ่อนเริ่มมีบทบาทมากขึ้น จากเดิมในปี50
มีการซื้อสินค้าเงินผ่อนประมาณ 50% จะเป็น 70%ในปีนี้ เพราะค่ายต่างๆเริ่มอัดโปรโมชั่น
0%เพื่อมาดึงดูดผู้บริโภค เพื่อหวังที่จะกระตุ้นยอดขายของตน
นายปฐม กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตามในช่วง 3 เดือนที่เหลือหลายค่ายเริ่มจะต้องเร่งกลยุทธ์ใหม่ออกมาทั้งเรื่อง1.ปรับเป้าหมายใหม่จากที่คาดหวังกับอะตอม
ต้องเบนเข็มมาหวังกลับรุ่นเซนทริโนทู 2.ต้องมีการเร่งทำสงครามราคารอบ2ในช่วงไตรมาสสุดท้าย
3.ส่งสินค้าใหม่ออกมา เพื่อช่วยเสริมสินค้าที่ตกรุ่น 4.ตลาดกล้องดิจิตอลความละเอียด
20 เมกกะพิกเซลจะมาแทนกล้องที่มีความละเอียดต่ำกว่า 10 เมกกะพิกเซล
5.ขยายตลาดไปสู่ต่างจังหวัดรับกำลังซื้อสินค้าใหม่ และสร้างความรู้สึกคุ้มค่าในตัวสินค้า
คาดว่าสิ้นปีตลาดโดยรวมของสินค้าไอที จะเติบโตไม่ถึง 10% ดังนั้นช่วงไตรมาสสุดท้ายทางค่ายๆต่างต้องมีการอัดแคมเปญให้มากกว่าที่เคยทำ
จากสภาวะการณ์ ในปีนี้ทำให้ไม่สามารถที่จะคาดเดาได้ แต่หากการเมืองคลี่คลายลงเชื่อไตรมาสสุดท้ายจะมีการซื้อขายที่ดีขึ้นผจก.ทั่วไป
บ.เอ อาร์ฯ กล่าว